สวัสดี...ฉันเป็นอะไรบางสิ่งที่ปลิวอยู่ในอากาศ

ตัวของฉันไม่หนักหนาอะไร...

ตัวเบาๆ..สบายๆ..

แต่ทำไมเขาถึงว่าฉันไม่มีเหตุผลในบางเวลานะ

ฉันเกิดมาจากอานุภาค1ต่อหนึ่ง

เกิดมาจากใจสองใจรวมตัวกัน

พวกเขาช่วยกันถักทอฉัน..ให้กลายเป็นสายใยของกันและกัน

เขาเปลี่ยนฉันจากสีขาวและสีดำ..เป็นสีชมพู

ใช่..ฉันคือความรัก

ฉันเป็นบางสิ่งที่เคยว่างเปล่า

เหงา..เดียวดาย..และเคยอ้างว้าง

ฉันตอบแทนความอบอุ่นของเขา

ด้วยการก่อตัวในหัวใจของใครอีกคนที่เขารัก..เขาแคร์..และเกิดมาเพื่อเขา



ใช่..ฉันทำโลกของทั้งสองคนเริ่มสดใส

ฉันช่วยทำให้ความเดียวดายของทั้งสองใจจางหายไป

ฉันทำให้พวกเขาเริ่มก้าวเดินไปด้วยกัน

แต่..ฉันไม่อาจทำให้พวกเขาเข้าใจได้เลย

ว่าเส้นทางที่มีฉันเดินไป..ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

มันก็เป็นเส้นทางชีวิตธรรมดาที่เราอาจต้องมองกันด้วย '' ใจ ''

แต่พวกเขาไม่เคยรู้เลย..พวกเขาไม่เคยมองมันเลย

พวกเขาเห็นฉันเป็นเพียงบางสิ่งที่ทำให้เขาพบกัน

รักกัน..เข้าใจกัน..

พวกเขาคิดจะปลูกฉัน..แต่มันไม่น่าดีใจตรงที่เขาไม่รู้วิธีที่จะรักษาฉันให้เนิ่นนานที่สุด

บ่อยเหลือเกินที่ฉันต้องปวดใจเพราะมีคนหลายคนร้องไห้..ที่ฉันตายและจากไป

บ่อยเหลือเกินที่ใครหลายคนโทษฉันว่าเป็นต้นเหตุให้เขาต้องเสียใจ

บ่อยเหลือเกินที่เขาเห็นฉันเป็นเพียงของเล่น..

เครื่องประดับ..ที่ไม่มีค่าอะไรเลย

จะมีสักกี่คนไหม..ที่เห็นคุณค่าและอีกด้านที่สวยงามของฉัน

จะมีใครสักคนไหมที่เข้าใจฉันออย่างถ่องแท้

ว่า..ความรักไม่ได้สร้างแต่ความเสียใจ

ว่าความรัก..ไม่ได้เป็นของเล่นและของประดับของใครๆ

ว่า..ความรักไม่ได้เป็นทุกสิ่งสำหรับเขา

คุณอาจเสียใจที่ฉันจากไป..คุณหาว่าฉันใจร้าย

แล้วคุณเคยเห็นคุณค่าของฉันหรือเปล่า



ความรัก..คือบางสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคุณกับเขา

เมื่อถึงเวลาที่จากไปก็จะเหลือแต่เวลาและความทรงจำเท่านั้นที่อยู่กับคุณ

อย่าโทษฉันเลย..และอย่าจมอยู่กับตัวฉันในอดีตมากไป

อย่าเสียใจ..ถ้าฉันได้เดินหันหลังจากคุณไป

เวลาและความทรงจำจะช่วยเยียวยารักษาคุณ

และเวลา..ก็จะช่วยชุบชีวิตฉันขึ้นมาใหม่

อย่าปิดกั้นใจเลย..เพราะมันทำให้ฉันไม่สามารถก่อเกิดในจิตใจคุณได้

ความรัก..เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ฉันอยากให้คุณมองฉันจากโลกที่ควรจะเป็น

ไม่ได้มองผ่านโลกที่เต็มไปด้วยความฝัน

ฉันอยากให้คุณทั้งสองคนเข้าใจ..และรักษาฉันไว้ร่วมกัน

และเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ..วันดีๆ..และเวลาดีๆจากตัวฉันให้มากที่สุด

อย่าโทษฉันในบางครั้งที่ต้องทำให้คุณต้องร้องไห้และเจ็บปวด

เพราะฉันไม่ได้ตั้งใจ..ฉันจึงอยากให้คุณมองฉันใหม่

อยากให้คุณเผื่อใจ..และเข้าใจตัวเองให้ดีเสียก่อน

ที่จะรับความรัก..รับตัวฉันเข้าไป

อย่ารำคาญคนอีกหลายคนที่หยิบยื่นฉันให้คุณ

เพราะมันเป็นความรักที่บริสุทธิ์จากใจ..แม้ว่าคุณจะไม่เคยรักเขาเลยก็ตาม

ฉันก็แค่ความรู้สึกบางๆ ในสายลมที่อยากเห็นคุณมีความสุข

ไม่มีใครรักเป็นมาก่อน..ไม่มีใครเข้าใจฉันอย่างถ่องแท้เลย

ฉันเข้าใจดี..แต่ฉันอยากให้พวกคุณทำความรู้จักกับฉัน

เพราะนั่น..จะทำให้ฉันได้เข้าไปอยู่ในใจคุณ

มันจะทำให้คุณรู้จักโลกอีกโลก..

จะมีความสุขหรือเปล่า..ฉันให้คำตอบอะไรไม่ได้

เพราะมันขึ้นอยู่กับคุณที่จะสร้างให้ฉันเป็นแบบไหน

แต่ฉันสัญญา..ว่าในความเสียใจฉันจะทำให้คุณอบอุ่น

อย่ามองว่าฉันจะเกิดขึ้นจากคนที่คุณรัก

เพราะฉันสามารถเติบโตได้ในคนที่รักคุณ

ดังเช่น..คุณพ่อ..กับ..คุณแม่

อย่าลืมนะ..ถ้าเมื่อไรที่คุณเจอฉันโปรดอย่าวิ่งหนี..

อย่าทิ้งขว้างฉัน..โปรดเก็บฉันไว้ในใจ

แล้วสักวัน..ฉันจะทำให้คุณมีความสุข
        ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

        โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรียนหรือทำอะไร ตัวเลขก็ล้วนมีเอี่ยว หรือมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนเราเสมอ และในทางกลับกัน ตัวเลขบางตัวอาจจะทำให้เรามีความสุขขึ้นด้วยซ้ำ เช่น ตัวเลขเพิ่มขึ้นของเงินเดือนหรือโบนัส ตัวเลขในบัญชีรายรับ ตัวเลขมูลค่าเพิ่มของหุ้นที่เราซื้อ ฯลฯ ยกเว้น ตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ ที่งามโดยไม่ต้องรดน้ำ หรือตัวเลขยอดหนี้ที่ยังไม่จ่าย ส่วนตัวเลขที่น่ารังเกียจอีกตัว คือ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นของสาวๆ ที่ยังไม่แต่งงาน เป็นต้น

        นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมี “ตัวเลข” ที่เกี่ยวพันกับความเชื่อต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศอีกหลายตัว เช่น คนไทยถือว่า เลข 9 เป็นเลขมงคล เพราะออกเสียงว่า “เก้า” ที่พ้องกับคำว่า “ก้าว” อันหมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน เราจึงเห็นคนไทยจำนวนไม่น้อย ไปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดเพื่อความเป็นสิริมงคล จนได้กลายมาเป็นการ “ทำบุญ” อีกรูปแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย 

        สำหรับฝรั่ง เขาจะถือว่า เลข 13 เป็นเลขอาถรรพ์ หรือเลขอัปมงคล  หรือเรียกกันว่า ลัคกี้นัมเบอร์ (Lucky number) สาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้าย ของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกกันว่า เดอะลาสซับเปอร์ (The Last Supper) นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์ นับรวมแล้วได้ 13 คนพอดี ครั้นวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ 13 เป็นวันโชคร้าย

        แม้ว่าเลข 13 จะเป็นเลขอาถรรพ์ของฝรั่ง แต่คนไทยโดยทั่วไป ไม่ได้ถือกับตัวเลขดังกล่าว และที่น่าสนใจคือ มี เลข 13 ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคนไทย ซึ่งเชื่อว่า คงมีคนอีกไม่น้อยไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ เลขประจำตัวประชาชนในบัตรประชาชน หรือที่เดี๋ยวนี้เรียก สมาร์ทการ์ด ที่มีด้วยกัน 13 หลัก และแต่ละหลักก็มิใช่แค่เป็นเพียงจำนวนนับธรรมดาๆ แต่มีความหมายแฝงอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอนำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้

12 เทคนิคกันสมองเหี่ยว

posted on 24 Jun 2009 03:11 by digitalex
เรื่องของ การปลุกระดมสมองให้สดชื่นแจ่มใสเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ต้องการ เพราะเมื่อสมองแจ่มใส ปลอดโปร่ง อะไรก็ดีตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น การฟัง พูด อ่าน เขียน จดจำ หรือความคิด

กลับ กัน หากสมองเหี่ยว ฝ่อ ไม่สดใส อาจจะเกิดจากความเครียด หรือการหมกมุ่นกันเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ หรือ ขาดการพักผ่อน ทักษะดังกล่าวก็จะลดน้อยถอยไป กรรมวิธีที่จะทำให้สมองแข็งแรงไปอย่างยืนยาวนั้น สถาบันดีสปายน์ไคโรแพรคติก เทคนิคมาแนะนำ

1. ดื่มน้ำให้พอ เพราะสมองของคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 85% ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดน้ำ สมอง ก็จะทำงานช้าลง ทำให้กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดอะไรไม่ค่อยออก

แต่ การดื่มน้ำนั้นแต่ละคนจะมีความต้องการน้ำไม่เท่ากันขึ้นอยู่กันน้ำหนัก และพฤติกรรมต่างๆ ทั้งการเคลื่อนไหว และการบริโภค แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำวันละ 3-5 ลิตร ส่วนเด็ก 2-3 ลิตร

2. หายใจลึกๆ ช่วยส่งพลังงานไปถึงสมอง ถ้านั่งหายใจ หลังก็ควรจะตั้งตรง จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น และถ้านั่งนานเนไปควรเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้น ยืดสาย เพื่อให้ปอดขยาย

3. เลือกรับประทานอาหาร ที่มีไขมันดีทดแทนไขมันในสมองที่สึกหรอ อาทิ น้ำมันปลา สารสกัดจากใบแปะก๊วย ปลาแซลมอน อีฟนิ่งพริมโรส วิตามินซี

4. ตั้งโปรแกรมให้สมอง โดยใช้ความตั้งมั่นตั้งใจอย่างจริงจัง สมองจะค่อยๆ ปรับพฤติกรรมให้ไปสู่เป้าหมายได้

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ไปกระตุ้นพลังออร่าให้สว่างสดใสจะช่วยดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

6. ฝึกสมาธิพัฒนาอารมณ์ให้สมองผ่อนคลาย จะช่วยทำให้มีจินตนาการมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทำได้ทั้งตื่นเช้าหรือก่อนนอนทุกวัน

7. ออกกำลังกาย กระตุ้นการทำงานของสมองพร้อมกับดื่มน้ำบ่อยๆ

8. หาอะไรใหม่ๆ ให้ชีวิต เช่น รู้จักคนใหม่ๆ อ่านหนังสือเล่มใหม่ ขับรถเส้นทางใหม่ หรือแลกเปลี่ยนทัศนคติใหม่ๆ กับเพื่อน สมองจะหลั่งสารแห่งความสุข (เอ็นดอร์ฟิน) และสารแห่งการเรียนรู้ โดปามีน ทำให้เกิดการอยากเรียนรู้อย่างมีความสุข

9. รู้จักให้อภัยและลดความโกรธ จะทำให้สูญเสียพลังงานน้อยลง และยังเป็นการช่วยลดภาระให้กับสมอง

10. พูดเรื่องดีๆ กับตัวเองซ้ำๆ ให้เกินวันละ 100 ครั้ง

11. บันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันลงในสมุดบันทึก ช่วยทำให้สมองคิดในเชิงบวก ทำให้หลับฝันดี มีสมาธิ

12. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงเวลา 21.00 น. จะเป็นช่วงเวลานอนที่ดีที่สุด

Categories